บทที่ 7

ภาษาข้อความ และบริบท

Language, Text and Context

วันที่ 9 – 15 พฤษภาคม 2020

9  พฤษภาคม 2020

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

ข้อควรจำ

    “จงรับหนังสือแห่งธรรมบัญญัตินี้วางไว้ข้างหีบพันธ-สัญญาแห่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ให้อยู่ที่นั่นเพื่อเป็นพยานปรักปรำท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:26)

 มีภาษาพูดทั่วโลกมากกว่า 6,000 ภาษา ท่ามกลางจำนวนประชากรโลกหลายพันล้านคน พระคัมภีร์ทั้งเล่มได้รับการแปลและพิมพ์ไปแล้วกว่า 600 ภาษา ฉบับแปลเฉพาะพระคัมภีร์ใหม่หรือบางส่วนได้รับการแปลและพิมพ์ออกแล้วกว่า 2,500 ภาษาเช่นกัน นับว่าพระคัมภีร์ได้รับการแปลและพิมพ์เป็นภาษาต่างๆ มากทีเดียว แต่ก็ยังน้อยกว่าครึ่งของจำนวนของภาษาที่ใช้ทั่วโลก

     มีการคำนวณกันว่า คนประมาณ 1,500 ล้านคน ไม่มีพระคัมภีร์ฉบับแปลเต็มทั้งเล่มเป็นภาษาแรกของพวกเขา จึงยังมีงานอีกมากที่จะต้องทำให้เสร็จ ความพยายามของสมาคมพระคัมภีร์ได้ให้ความมั่นใจว่า คน 6,000 ล้านคนสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้

      มีพระพรอะไรอยู่ท่ามกลางคนที่มีพระคัมภีร์เป็นภาษาของตน บ่อยครั้งเราก็สักแต่ว่ามีพระคัมภีร์เท่านั้น โดยลืมไปว่ามีคนจำนวนมากในช่วงหลายศตวรรษในทวีปยุโรป ที่ผู้มีอิทธิพลในเวลานั้นเก็บพระคัมภีร์ไว้ไม่ให้คนทั่วไปอ่าน การปฏิรูปศาสนา ทำให้มีการแปลพระคัมภีร์ บวกกับการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ ทำให้มีการพิมพ์พระคัมภีร์ออกมามากขึ้นในเวลาที่ผ่านมา การจำกัดไม่ให้มีการอ่านพระคัมภีร์ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่ปัญหาคือคนที่มีพระคัมภีร์จริงจะอ่านให้เข้าใจเพื่อรับการเติมเต็มด้วยพระวิญญาณได้อย่างไร และจะเรียนรู้จักพระเจ้าจากพระคัมภีร์ได้อย่างไร

_________________________________________________

10 พฤษภาคม 2020

วันอาทิตย์ การเข้าใจพระคัมภีร์

Understanding the Scriptures

     อ่านพระธรรม 2 ทิโมธี 3:16, 17 พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรในการประทานพระคัมภีร์ให้เรา
  พระคัมภีร์ได้รับการเขียนขึ้นเพื่อเป็นพยานให้พันธกิจของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ แผนการของพระองค์คือการไถ่เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ล้มลงในความบาป พระองค์ทรงเลือกภาษาของมนุษย์เพื่อสอนเราถึงความชอบธรรม และทรงเลือกชนชาติอิสราเอลให้นำข่าวสารของพระองค์ไปสู่ประชาชาติทั่วโลก พระองค์ทรงให้ชนชาตินี้สื่อข่าวสารของพระองค์ผ่านภาษาฮีบรูของพวกเขา และมีข่าวสารบางส่วนที่เขียนขึ้นเป็นภาษาอาราเมคด้วย ความรุ่งเรืองขึ้นของอารยธรรมกรีก ทำให้ภาษากรีกถูกใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้พระคัมภีร์ใหม่ได้รับการเขียนเป็นภาษากรีก และมีการแปลพระ-คัมภีร์เดิมเป็นภาษากรีกด้วย อัครทูตและสาวกในสมัยคริสตจักรเริ่มแรกใช้ภาษากรีกในการเผยแพร่พระกิตติคุณ หลังการสิ้นพระชนม์และการฟื้นพระ-ชนม์ของพระเยซู เหล่าสาวกได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยอห์น “เป็นพยานให้กับพระวจนะของพระเจ้า และให้กับคำพยานของพระเยซูคริสต์ คือทุกสิ่งที่ท่านเห็น” (วิวรณ์ 1:2) พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าสาวกได้รับการดลใจให้ออกไปเป็นพยานถึงข่าวสารในพระคัมภีร์ตั้งแต่เล่มแรกถึงเล่มสุดท้าย

     อ่าน เฉลยธรรมบัญญัติ 32:46, 47 เพราะเหตุใดชาวอิสราเอลจึงต้องเชื่อฟัง “ถ้อยคำทั้งหมดของธรรมบัญญัตินี้” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:46) ที่เป็นพระวจนะของพระเจ้ามาจนถึงสมัยของเราด้วย

      คนบางกลุ่มอาจมีพระคัมภีร์หลายฉบับเป็นภาษาของตัวเอง บางกลุ่มอาจมีเพียงฉบับเดียว แต่ไม่ว่าเขาจะมีกี่ฉบับ กุญแจสำคัญคือ การเก็บรักษาพระวจนะของพระเจ้าไว้ด้วยความรักและทำตามพระวจนะนั้น

       เพราะเหตุใดจึงไม่ใช่ “เรื่องเล็กน้อย” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:47) ที่จะเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า และสอนพระวจนะนั้นให้ลูกหลาน

 

_________________________________________________

11 พฤษภาคม 2020

วันจันทร์ คำและความหมาย

Words and Their Meanings

      ในทุกภาษาจะมีบางคำที่มีความหมายกว้างและลึก ที่ยากจะแปลเป็นภาษาอื่นให้ได้ความหมายครบถ้วนด้วยคำเพียงคำเดียว คำเช่นนั้นต้องศึกษาให้ดีว่าจะใช้คำใดในการแปลพระคัมภีร์ จึงจะได้ความหมายที่ชัดเจน

           อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 3:6; สดุดี 57:3; สดุดี 66:20; สดุดี 143:8 และ มีคาห์ 7:20 พระเจ้าทรงเมตตาต่อมนุษย์อย่างไร

      คำว่า “chesed” (ความรักมั่นคง) ในภาษาฮีบรู เป็นคำที่มีความหมายกว้างและลึกมากในพระคัมภีร์เดิม คำนี้บรรยายถึงความรัก ความเมตตา และท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อประชากรของพระองค์ “พระองค์ทรงสำแดงความรักอันมั่นคงยิ่งใหญ่แก่ดาวิด ผู้เป็นบิดาของข้าพระองค์ และผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะว่าท่านดำเนินต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยความซื่อสัตย์ และความชอบธรรม ด้วยจิตใจซื่อตรงต่อพระองค์ และพระองค์ทรงรักษาความรักมั่นคงอันยิ่งใหญ่นี้ไว้เพื่อท่าน” (1 พงศ์กษัตริย์ 3:6) “พระเจ้าจะทรงส่งความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์ลงมา” (สดุดี 57:3) “พระองค์จะทรงสำแดงความสัตย์ซื่อแก่ยาโคบและความรักมั่นคงต่ออับราฮัม” (มีคาห์ 7:20) คำที่ขีดเส้นใต้แปลมาจากคำว่า “chesed” ที่บรรยายถึงความรัก ความเมตตาของพระเจ้า 

       อ่านพระธรรมกันดารวิถี 6:24-26; โยบ 3:26; สดุดี 29:11; อิสยาห์ 9:6 และ อิสยาห์ 32:17 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวถึง “shalom” (สวัสดีภาพ) หรือ (สันติสุข) อย่างไร

       คำว่า “shalom” (ชาโลม) บ่อยครั้งถูกแปลว่า “สันติสุข” แต่คำนี้มีความหมายที่กว้างและลึกกว่านั้น สามารถแปลได้ว่า ทั้งหมด (wholeness) ครบถ้วน (completeness) หรือสวัสดีภาพ (well-being) พระพรของพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ช่วยให้เราให้อยู่ในสภาพ “shalom” (กันดารวิถี 6:24-26) ความทุกข์ยากทำให้โยบอยู่ในสภาพไม่สบายทั้งกายและใจ หรือไม่สงบสุข เพราะขาดสันติสุข (shalom) การอาศัยอยู่ในโลกที่สับสนวุ่นวาย จะเป็นพรอย่างมากที่ได้ต้อนรับวันสะบาโตด้วยคำว่า “สุขสันต์วันสะบาโต” (Shabbat shalom) เพื่อสื่อสารกับพระเจ้าที่ทรงประทานสันติสุขที่สมบูรณ์ให้แก่เรา

      แม้เราจะไม่ทราบความหมายเดิมของคำในภาษาที่เราพูดหรืออ่าน แต่เราสามารถมีประสบการณ์จริงที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำนั้นได้อย่างไร

 

________________________________________________

 

12 พฤษภาคม 2020

วันอังคาร การซ้ำ รูปแบบของคำ และความหมาย

Repetition, Word Patterns and Meaning

       ตามความคิดของชาวฮีบรู มีหลายวิธีที่จะเน้นคำให้มีความหมายหรือความสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากชาวยุโรป ภาษาฮีบรูไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน จึงใช้วิธีอื่นในการเน้นคำ

        อ่านปฐมกาล 1:26, 27 และอิสยาห์ 6:1-3 มีคำใดที่ถูกกล่าวซ้ำในที่นี้ คำที่กล่าวซ้ำเหล่านี้ ถูกยกระดับขึ้นให้แตกต่างอย่างไร

     ผู้เขียนชาวฮีบรูกล่าวถึงลักษณะของการสร้างบางอย่างซ้ำสามครั้ง เช่นเรื่องการทรงสร้างมนุษย์ของพระเจ้า พระคัมภีร์ใช้คำว่า “bara” (สร้างขึ้น) พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และทรงสร้างให้

เป็นชายและหญิง” (ปฐมกาล 1:27) ในที่นี้คำว่า “ทรงสร้าง” มีการซ้ำถึงสามครั้ง โมเสสผู้รับการดลใจให้เขียนพระธรรมปฐมกาล ได้ย้ำว่า มนุษย์ทั้งมวลถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และพวกเขาถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ นี่คือสิ่งสำคัญที่โมเสสเน้น

      ในพระธรรมอิสยาห์ได้บรรยายถึงเสียงร้องของเสราฟิมว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระยาห์เวห์จอมทัพ แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มไปด้วยพระศิริของพระองค์” (อิสยาห์ 6:3) เน้นถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้น่าเกรงขาม ผู้ซึ่งเสด็จมาด้วยพระรัศมีเต็มพระวิหาร เราได้อ่านถึงความบริสุทธิ์ผ่านถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ขณะที่ท่านยืนต่อพระพักตร์องค์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ยิ่งใหญ่ ว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด แต่ดวงตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระยาห์เวห์จอมทัพ” (อิสยาห์ 6:5)แม้แต่ผู้เผยพระวจนะอย่างอิสยาห์ เมื่อเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ท่านได้ก้มศีรษะลง จิตใจยำเกรง เห็นความไร้ค่าของตน สิ่งนี้เกิดก่อนที่เปาโลจะกล่าวว่ามนุษย์เต็มไปด้วยบาปและต้องการพระผู้ช่วยให้รอด (โรม บทที่ 1-3)

       ในดาเนียล บทที่ 3 มีการกล่าวซ้ำคำว่า “ปฏิมากร” (ดาเนียล 3:1,2, 3, 5, 7, 10, 12, 14, 15, 18) ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างขึ้นสิบครั้ง โดยเปลี่ยนวลีและประโยค แสดงให้เห็นการกระทำของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ต่อต้านพระฉายาของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผยให้ทราบผ่านดาเนียล (ดาเนียล 2:31-45) นี่เป็นการเน้นถึงมนุษย์ที่พยายามสร้างพระขึ้นมานมัสการแทนพระเจ้าที่แท้จริง

_________________________________________________

13 พฤษภาคม 2020

วันพุธ ข้อความและบริบท

Texts and Contexts

        คำในพระคัมภีร์จะไม่อยู่ตามลำพัง แต่อยู่รวมกับคำอื่นเป็นบริบท คำจะมีความหมายตามบริบทที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละประโยค ต้องเข้าใจความหมายของคำในประโยคก่อนที่จะเข้าใจความหมายในบริบทที่กว้างขึ้นของเรื่องทั้งหมด จึงจะสรุปความหมายได้ถูก

      เปรียบเทียบ ปฐมกาล 1:27 กับปฐมกาล 2:7 และ ปฐมกาล 2:15-23 เราเข้าใจข้อความต่างๆ ในพระคัมภีร์เหล่านี้ที่กล่าวถึง “อาดัม” ที่พระคัมภีร์ภาษาฮีบรูเรียกว่า “มนุษย์” หรือ “ผู้ชาย” อย่างไร

       มีการซ้ำคำว่า “ทรงสร้าง” (bara) ในปฐมกาล 1:27 ที่บ่งชี้ถึงความสำคัญของการทรงสร้างมนุษย์ ตอนนี้เราเห็นคำว่า “มนุษย์” (Man) ถูกจำกัดความหมายในบริบทของ “ชายและหญิง” ซึ่งหมายความว่าคำในภาษาฮีบรู “อาดัม” จะต้องมีความหมายเป็นต้นตระกูลของมนุษยชาติ

         ในปฐมกาล 2:7 คำว่า “มนุษย์” (Man) อธิบายถึงรูปร่างของอาดัมที่เกิดจากผงคลีดิน (ในภาษาฮีบรูคำว่า “adamah” เป็นการเล่นคำ) ตรงนี้ “มนุษย์” (อาดัม) เป็น “ผู้ชาย” สำหรับ “เอวา” ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในภายหลัง แต่แยกรายละเอียดเท่านั้น จากคำอธิบายในสองบริบทนี้ เราจะเห็นคำจำกัดความที่แตกต่างของ “อาดัม” (มนุษย์) (ปฐมกาล 1:27) และ “อาดัม” (ผู้ชาย) (ปฐมกาล 2:7) อาดัมเป็นบุคคลที่ได้รับการรับรองในลำดับวงศ์ตระกูลของมนุษย์ (ปฐมกาล 5:1-5; 1 พงศาวดาร 1:1; ลูกา 3:38) ซึ่งอิงถึงถึงพระเยซู ผู้เป็นอาดัมคนที่สองด้วย (โรม 5:12-14)

       คำว่า “อาดัม” (มนุษย์) เกิดขึ้นในข้อพระคัมภีร์ที่เจาะจง ดังนั้นการสร้าง “อาดัมและเอวา” จึงอยู่ในบริบทของการทรงสร้างที่ใหญ่กว่า ตามที่เห็นในปฐมกาล บทที่ 1-2 สำหรับปฐมกาล 2:4-25 บางครั้งถูกเรียกว่าการทรงสร้างครั้งที่สอง แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เป็นเพียงการอธิบายซ้ำเท่านั้น (ดูบทต่อไป) 

    เราเห็นมนุษย์ที่เป็นชายและหญิงเป็นผลงานจากการทรงสร้างของพระเจ้า สิ่งนี้ได้บอกอะไรแก่เราว่า “พระเจ้าทรงทำให้ปัญญาฝ่ายโลกเป็นความโง่แล้วไม่ใช่หรือ” (1 โครินธ์ 1:20) แท้จริงแล้วเป็นการสอนว่า เรามาจากการทรงสร้างมากกว่าความบังเอิญ

_________________________________________________

14  พฤษภาคม 2020

วันพฤหัสบดี พระธรรมแต่ละเล่มและข่าวสาร

Books and Their Message

       หน่วยใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์คือพระธรรมแต่ละเล่ม พระธรรมแต่ละเล่มถูกเขียนขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน และมีความเป็นมาที่แตกต่างกัน บางเล่มเป็นคำพยากรณ์ บางเล่มเป็นการรวม เช่น สดุดี บางเล่มเป็นประวัติศาสตร์ เช่น 1 และ 2 พงศ์กษัตริย์ และเล่มเป็นจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรต่างๆ เช่นจดหมายของเปาโลและอัครทูตคนอื่นๆ เพื่อให้เข้าใจพระธรรมและความหมายของข่าวสาร เราต้องเริ่มจากพื้นเพของผู้เขียน และสถานการณ์ของปัญหา พระธรรมหลายเล่มมีการระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้เขียน เช่น พระธรรมห้าเล่มแรกโมเสสเป็นผู้เขียน (โยชูวา 8:31, 32; 1 พงศ์กษัตริย์ 2:3; 2 พงศ์กษัตริย์ 14:6; 21:8; เอสรา 6:18; เนหะมีย์ 13:1; ดาเนียล 9:11- 13; มาลาคี 4:4) สิ่งนี้ได้รับการรับรองโดยพระเยซู (มาระโก12:26; ยอห์น 5:46, 47; ยอห์น 7:19) และอัครทูตหลายท่าน (กิจการฯ 3:22; โรม 10:5) ส่วนบางเล่มไม่มีการระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้เขียน เช่น เอสเธอร์ นางรูธ ซามูเอล และพงศาวดาร

         อ่าน ปฐมกาล 15:1-5 และ ปฐมกาล 22:17, 18 ข่าวสารเหล่านี้มีความสำคัญต่อเราอย่างไร

        พระธรรมอพยพจนถึงเฉลยธรรมบัญญัติ ถูกเขียนขึ้นโดยผู้เผยพระ-วจนะโมเสส หลังจากอพยพ คือเลวีนิติ กันดารวิถี และเฉลยธรรมบัญญัติ แต่ปฐมกาลเป็นพื้นฐาน เป็นประวัติศาสตร์การทรงสร้างของพระเจ้า ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ตั้งแต่การเนรมิตสร้างไปจนถึงสมัยของบรรพชน ก่อนพระธรรมอพยพ

       “เมื่อหลายปีผ่านไป โมเสสได้เดินไปตามทุ่งหญ้าเพื่อดูแลแกะของท่านในที่สงบเงียบ ท่านไตร่ตรองถึงชาวอิสราเอลที่ถูกกดขี่ข่มเหง โมเสสคิดถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้ทรงทำไว้กับบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล และพระ-สัญญานั้นเป็นมรดกตกทอดมา ชาวอิสราเอลเป็นชนชาติที่ได้ถูกเลือกสรรไว้ คำอธิษฐานเพื่อชนอิสราเอลของท่านได้ลอยขึ้นยังสวรรค์วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เหล่าทูตสวรรค์ได้เหาะลงมาส่องแสงรอบๆ ท่าน ภายใต้การดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านได้เขียนพระธรรมปฐมกาลขึ้น” (เอลเลน จี. ไว้ท์, บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ, หน้า 251)

          ในพระธรรมปฐมกาลมีการบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของมนุษย์ แต่แผนการไถ่มนุษย์ที่ล้มลงสู่ความบาปให้รอดนั้นมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม แผนการนี้พระองค์ได้สถาปนาขึ้นผ่านอับราฮัม ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นชนชาติใหญ่ พันธสัญญานี้จะรวมไปถึงเชื้อสายของอับราฮัมด้วย (ทั้งเชื้อสายในสายเลือด และโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์) ซึ่งมีข้อความว่า “ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” (ปฐมกาล 22:17)

      ความจริงอันยิ่งใหญ่ที่เราได้รับจากพระธรรมปฐมกาลทั้งเล่มคืออะไร และสิ่งนี้บ่งบอกถึงความสำคัญของพระวจนะที่มีต่อความเชื่อของเราอย่างไร

_________________________________________________

15  พฤษภาคม 2020

วันศุกร์

ศึกษาเพิ่มเติม:

อ่านหนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์, ยอห์น ไวคลิฟฟ (John Wycliffe), หน้า 79-96; Luther Before the Diet, หน้า 145-170, สงครามแห่งประวัติ-ศาสตร์; ให้อ่านตอนที่ 4. a.-j. from the document “Methods of Bible Study,” ซึ่งสามารถหาพบได้ในเว็บไซต์: www.adventistbiblicalreseach.org/materials/bible-interpretation-hermeneutics/methods-bible-study

ในพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าทรงมอบความรู้ที่จำเป็นสำหรับความรอดแก่มนุษย์ พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นแหล่งสิทธิอำนาจ เปิดเผยพระทัยของพระองค์อย่างไม่ผิดพลาด เป็นมาตรฐานของอุปนิสัย เปิดเผยหลักคำสอน และทดสอบประสบการณ์…กระนั้นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระทัยของพระองค์ให้มนุษย์รับรู้ผ่านพระวจนะของพระองค์ ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่ด้วยต่อเนื่อง เพื่อทรงนำทางดำเนินชีวิต ในทางที่กลับกัน พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงประทานพระสัญญาให้ผู้รับใช้พระองค์ เพื่อส่องแสง และนำในปฏิบัติ เนื่องจากพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นผู้ดลใจผู้เผยพระวจนะให้เขียนพระคัมภีร์ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่คำสอนของพระวิญญาณจะขัดแย้งกับพระวจนะ” (เอลเลน จี. ไว้ท์, สงครามแห่งประวัติศาสตร์, หน้า 9)

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. ไม่ว่าจะมีพระคัมภีร์กี่ฉบับที่แปลเป็นภาษาของท่าน สิ่งสำคัญที่ ท่านสามารถทำได้เพื่อประโยชน์สูงสุดของตนคือ เรียนรู้จาก พระคัมภีร์เพื่อยอมรับและดำเนินชีวิตตาม

2. พระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่าพระองค์ทรงมนุษย์ขึ้นมานั้น แตกต่างจากทฤษฎีวิวัฒนาการที่สอนว่ามนุษย์เกิดจากการ วิวัฒนาการเป็นเวลาหลายล้านปี อย่างไรคำสอนเรื่องการทรง สร้างของพระเจ้ามีความสำคัญต่อเราอย่างไร

3. มีเครื่องมืออะไรบ้างที่ท่านสามารถหาได้เพื่อใช้ตีความหมาย พระคัมภีร์ให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ตามเนื้อหาที่เรียนในสัปดาห์นี้

4. ชาวอิสราเอลได้รับการแนะนำให้สอนลูกหลานของพวกเขาเอง ถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่พวกเขาได้รับอย่างไร (เฉลย- ธรรมบัญญัติ 4:9) การแบ่งปันพระวจนะของพระเจ้าให้ประโยชน์ อะไรแก่เรา

 

Thai SDA Church
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.