บทที่ 10

พระคัมภีร์เป็นประวัติศาสตร์

The Bible as History

วันที่ 30 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2020

 

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้

1 ซามูเอล บทที่ 17; อิสยาห์ 36:1-3; อิสยาห์ 37:14-38;ดาเนียล บทที่ 1, 5; มัทธิว 26:57-67; ฮีบรู 11:1-40

ข้อควรจำ

        “เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ คือจากแดนทาส” (อพยพ 20:2 และเฉลยธรรมบัญญัติ 5:6 ด้วย)

ระคัมภีร์ได้รับการเขียนขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์จึงเป็นเส้นตรงที่มีความสมบูรณ์ จากจุดเริ่มต้นในการเนรมิตสร้างไปสู่เป้าหมายสูสุดคือการไถ่โลกกลับสู่สภาพเดิม เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สอง

            ประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหนังสือของศาสนาอื่น เพราะพระคัมภีร์ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า ผู้ทรงมีส่วนในประวัติศาสตร์ พระคัมภีร์เริ่มต้นว่า ในปฐมกาลพระเจ้าตรัสและชีวิตบนโลกได้ถูกสร้างขึ้น (ปฐมกาล 1:1-31) พระองค์ทรงเรียกอับราฮัมจากดินแดนของชาวเคลเดีย ทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาสในอียิปต์ ทรงจารึกพระบัญญัติสิบประการด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระองค์บนศิลาสองสองแผ่น (อพยพ 31:18) ทรงส่งผู้เผยพระวจนะและทรงพิพากษา ทรงเรียกผู้คนให้ดำเนินชีวิตและเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ชนชาติอื่น และสุดท้ายได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์เข้ามาในโลก

           สัปดาห์นี้ เราจะมุ่งไปที่ประเด็นของประวัติศาสตร์ตามลำดับเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ และหลักฐานทางโบราณคดีบางชิ้นที่ช่วยพิสูจน์ประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์

_________________________________________________

 

วันอาทิตย์ ดาวิด ซาโลมอน และระบอบกษัตริย์

David, Soloman, and the Monarchy

      ระบอบกษัตริย์สมัยของดาวิดและซาโลมอนปกครอง เป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของประเทศอิสราเอล แต่ถ้าไม่มีดาวิดและซาโลมอนเป็นกษัตริย์ช่วงนั้นประเทศอิสราเอลจะเป็นไปอย่างไร บางคนกล่าวว่า คงจะไม่มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของประเทศ (2 ซามูเอล 5:6-10) ถ้าไม่มีดาวิดคงจะไม่มีการสร้างพระวิหารโดยซาโลมอน (1 พงศ์กษัตริย์ 8:17-20) สุดท้าย ถ้าปราศจากดาวิด พระเมสสิยาห์ในอนาคตก็จะไม่ผ่านพงศ์พันธุ์ของดาวิด (เยเรมีย์ 23:5, 6; วิวรณ์ 22:16) และประวัติศาสตร์ของชาติอิสราเอลก็จะถูกเขียนต่างออกไป กระนั้นประวัติศาสตร์ตามที่อ่านในพระคัมภีร์ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง ซึ่งทำให้ชาติอิสราเอล และคริสตจักรมีบทบาทพิเศษยิ่งในพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณ

            อ่าน 1 ซามูเอล บทที่ 17 พระเจ้าทรงประทานชัยชนะให้อิสราเอลอย่างไร ใครเป็นผู้ถูกใช้และเกิดขึ้นที่ไหน

          จาก 1 ซามูเอล 17:1-3 ชาวฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่ระหว่างตำบลโสโคห์กับตำบลอาเซคาห์ ส่วนซาอูลและคนอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ที่หุบเขาเอลาห์ เมื่อไม่นานมานี้มีการขุดค้นบริเวณดังกล่าว ได้เห็นเมืองที่มีกำแพงหนา มีป้อมปราการแข็งแกร่ง เป็นหลักฐานให้เห็นสมัยของกษัตริย์ซาอูลและดาวิด ในการขุดค้นคราวนั้นยังได้พบประตูเมืองสองประตู ซึ่งเมืองส่วนใหญ่ของอิสราเอลจะมีประตูเมืองเพียงประตูเดียว การพบว่าเมืองมีสองประตูแสดงให้เห็นว่าตัวเมืองซาอาราอิมมีขนาดใหญ่กว่าเมืองทั่วไป (1 ซามูเอล 17:52) ซึ่งในภาษาฮีบรูหมายถึง “สองประตู”

           ปี ค.ศ. 2008 และ 2013 มีการค้นพบจารึกสองชิ้น ทำให้หลายคนเชื่อว่า ข้อความจารึกในภาษาฮีบรูที่พบนั้นเป็นหลักฐานที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีบทที่ 10 พระคัมภีร์เป็นประวัติศาสตร์ 91

การค้นพบ ข้อความจารึกที่สองชื่อ “เอชบาอัล” (Eshbaal) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับบุตรชายคนหนึ่งของซาอูล (1 พงศาวดาร 9:39)

             ปี ค.ศ. 1993 มีการขุดค้นด้านทิศเหนือของเมือง “เทล ดาน” (Tel Dan)ได้พบแผ่นจารึกที่เขียนโดยกษัตริย์ “ฮาซาเอล” (Hazael) แห่งดามัสกัส ที่บันทึกถึงชัยชนะเหนือ “กษัตริย์อิสราเอล” ที่เป็นกษัตริย์ในวงศ์วานของดาวิด เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับประวัติของกษัตริย์กษัตริย์ที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

       เราสันนิฐานสิ่งที่เราเชื่ออย่างไร เหมือนที่บางคนอ้างว่ากษัตริย์ดาวิดไม่เคยมีตัวตนในประวัติศาสตร์จริง

_________________________________________________

วันจันทร์

อิสยาห์ เฮเซคียาห์ และเซนนาเคอริบ

Isaiah, Hezekiah and Sennacherib

          อ่าน อิสยาห์ 36:1-3; 37:14-38 เรื่องอัสซีเรียกทัพมามารุกรานประเทศยูดาห์ พระเจ้าทรงช่วยประชากรของพระองค์อย่างไร

          ปี 701 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์เซนนาเคอริบ ได้ยกทัพใหญ่มารุกรานประเทศยูดาห์ เรื่องนี้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ และกษัตริย์เซนนาเคอริบก็ให้อาลักษณ์ของพระองค์บันทึกไว้ด้วย เมืองหลวงของอัสซีเรีย คือกรุงนีนะเวห์ กษัตริย์ได้คุยอวดว่า “เราได้ยึดเมืองที่มีกำแพงแข็งแรง 46 เมือง และหมู่บ้านจำนวนนับไม่ถ้วน (ของกษัตริย์เฮเซคียาห์) ที่เราได้ชัยชนะเหนือประเทศยูดาห์” ในพระราชวังของกษัตริย์เซนนาเคอริบที่เมืองนีนะเวห์ มีภาพแสดงชัยชนะเหนือประเทศยูดาห์ และภาพฉลองชัยชนะอีกชุดอยู่ที่เมือง “ลาชีสห์” (Lachish) ซึ่งมีทั้งภาพและคำอธิบายไว้ในพระราชวัง

          การขุดหาหลักฐานที่เมืองลาชีสห์ไม่นานมานี้ ได้พบซากปรักหักพังของเมืองหลังจากที่ถูกล้อมโจมตี และถูกเผาโดยทหารของกษัตริย์เซนนา-เคอริบ ที่น่าอัศจรรย์คือกรุงเยรูซาเล็มถูกช่วยให้รอดพ้น กษัตริย์เซนนาเคอริบได้คุยอวดว่า “เราได้กักบริเวณกษัตริย์ยูดาห์ไว้ เหมือนขังนกเขาไว้ในกรง” ไม่มีคำบรรยายถึงความพินาศของเยรูซาเล็ม และไม่มีบันทึกถึงการจับชาวยูดาห์ไปเป็นเชลยศึกหรือเป็นทาส92 การตีความหมายพระคัมภีร์

         เป็นความจริงที่เยรูซาเล็มถูกยึด แต่พระคัมภีร์บันทึกว่า ยึดแค่วันเดียวเท่านั้น เพราะพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาช่วยปลดปล่อยเยรูซาเล็ม ซึ่งอิสยาห์ได้กล่าวทำนายไว้ว่า “เพราะฉะนั้น พระยาเวห์ตรัสเกี่ยวกับพระราชาของอัสซีเรียดังนี้ว่า ‘เขาจะไม่เข้าในนครนี้หรือยิงธนูไปที่นั่น หรือถือโล่เข้ามาข้างหน้านคร หรือสร้างเชิงเทินต่อสู้กัน เขามาทางไหน เขาจะต้องกลับไปทางนั้น เขาจะไม่เข้ามาในนครนี้ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ’” (อิสยาห์ 37:33-35)

         ที่น่าสนใจคือ มีเพียงภาพเมืองลาชิสห์ที่ได้รับการบรรยายอย่างชัดเจนในเมืองนีนะเวห์ของอัสซีเรีย ไม่มีภาพของเยรูซาเล็ม เซนนาเคอริบอาจคุยอวดได้ว่าพระองค์มีชัยชนะเหนือลาชีสห์ แต่การประลองกำลังครั้งสุดท้ายระหว่างพระเจ้าแห่งสวรรค์ และเทพทั้งหลายของประเทศอัสซีเรีย ได้แสดงให้เห็นการปลดปล่อยประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงเห็นการรุกรานของอัสซีเรีย พระองค์ได้ยินการอธิษฐานของเฮเซคียาห์ และเราได้เห็นพระเจ้าทรงทำการในประวัติศาสตร์

    พระเจ้าผู้ทรงปลดปล่อยชนอิสราเอลในเวลานั้น พระองค์จะทรงทำแบบเดียวกันเมื่อท่านอธิษฐานขอความช่วยเหลือ ขอเพียงแค่ท่านวางใจในพระองค์เท่านั้น

 

_________________________________________________

วันอังคารดาเนียล เนบูคัดเนสซาร์ และบาบิโลน

Daniel, Nebuchadnezzar and Babylon

      เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2007 ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเวียนนากำลังทำงานในโครงการสำหรับพิพิธภัณฑ์บริทิส เมื่อพวกเขาพบแผ่นบันทึกอักษร ช่วงเวลาของเนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์แห่งบาบิโลนที่เยเรมีย์กล่าวไว้ในเยเรมีย์ 39:3 ถึง “เนโบสารเสคิม” (Nebusarsekim) ซึ่งเป็นนายทหารคนหนึ่งของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์

      อ่าน ดาเนียล บทที่ 1 และ 5 การตัดสินใจของดาเนียลในฐานะผู้เชื่อพระเจ้าและผู้เผยพระวจนะส่งผลต่อผู้คนในประวัติศาสตร์อย่างไร บทที่ 10 พระคัมภีร์เป็นประวัติศาสตร์ 93

ดาเนียล “ตั้งใจว่าจะไม่ทำให้ตัวเป็นมลทิน” (ดาเนียล 1:8) จะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในสิ่งที่จะรับประทานและการอธิษฐาน นี่เป็นอุปนิสัยดี ที่ได้รับการหล่อหลอมจากประสบการณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ท่านเข้มแข็งตลอดชีวิต ผลลัพธ์ที่ได้คือท่านมีความคิดแจ่มใส มีสติปัญญา และความเข้าใจจากเบื้องบน นี่คือสิ่งที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ และเบลชัสซาร์ยอมรับ จึงทำให้ดาเนียลได้รับการแต่งตั้งให้มีตแหน่งสูงสุดในอาณาจักร แต่ที่สำคัญกว่าคือมีส่วนทำให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์กลับใจด้วย (ดาเนียล 4:34-37)

       กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ เป็นโอรสของ “นาโบโปลาสซาร์” (Nabopo­lassar) ทั้งสองได้ช่วยกันสร้างกรุงบาบิโลนให้เจริญรุ่งเรืองมากกว่าเมืองใดๆ ในยุคโบราณ (ดาเนียล 4:30) กรุงบาบิโลนใหญ่โตมหึมา มีวิหารมากกว่า 300 แห่ง มีพระราชวังที่งามวิจิตรพิสดาร มีกำแพงสองชั้น และกำแพงมีความหนา 22 ฟุต กำแพงเมืองมีประตูใหญ่แปดประตู ประตูทุกแห่งเป็นชื่อเทพเจ้าของชาวบาบิโลน ประตูที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อ “อิสทาร์” (Ishtar) ไม่นานมานี้นักโบราณคดีชาวเยอรมันได้ขุดพบ และนำไปสร้างขึ้นใหม่ในพิพิธภัณฑ์ “เปอร์-กามัม” ที่กรุงเบอร์ลิน

         ในดาเนียล 7:4 กรุงบาบิโลนได้รับการพรรณนาว่าเป็นสิงโตมีปีกนกอินทรี ในนิมิตเป็นภาพขบวนแห่เดินมุ่งหน้าสู่ประตูอิสทาร์ ซึ่งมีรูปปั้นสิงโต 120 ตัว ตั้งอยู่ตามรายทาง สิงโตแต่ละตัวมีขนาดใหญ่อยู่ในท่าหมอบ พร้อมจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อ มีการพบรูปปั้นสิงโตเหล่านี้ระหว่างการขุดหาสิ่งมีค่าในประวัติศาสตร์และยังยืนตระหง่านอยู่นอกเมืองในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นพยานว่าสิงโตเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะกับกรุงบาบิโลนที่ยิ่งใหญ่ ทั้งประ-วัติศาสตร์พระคัมภีร์และคำพยากรณ์ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง

         ดาเนียล 1:8 กล่าวว่า “ดาเนียลตั้งใจว่าจะไม่ทำให้ตัวเป็นมลทิน” ความตั้งใจนี้มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

 

________________________________________________

พุธ

พระเยซูในประวัติศาสตร์

The Historical Jesus

        

       อ่าน มัทธิว 26:57-67; ยอห์น 11:45-53 และ ยอห์น 18:29-31 คายาฟาสกับปอนทิอัส ปีลาตคือใคร และเขาทั้งสองได้ตัดสินใจทำอะไรกับพระเยซู

       คายาฟาสเป็นมหาปุโรหิต และเป็นผู้วางแผนกำจัดพระเยซูด้วยความตาย บทบาทของคายาฟาสถูกบันทึกไว้โดยโจเซฟัส (Josephus) นักประวัติ-ศาสตร์ชาวยิวว่า “คายาฟาสถอดโยเซฟ มหาปุโรหิตออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งอันนาส บุตรของมหาปุโรหิตคนก่อนเพื่อรับช่วงต่อจากเขา” (Josephus Complete Works (Grand Rapids, MI: Kregel Publications, 1969), เล่ม 18, บทที่ 4, หน้า 381)

      ปี ค.ศ. 1990 หลุมฝังศพของครอบครัวหนึ่งถูกค้นพบทางใต้ของเยรู-ซาเล็ม มีหีบทำด้วยหินใส่กระดูก นอกจากนี้ยังพบเหรียญเงินและเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งมีอายุประมาณกลางศตวรรษที่หนึ่ง สิ่งที่อยู่ในหีบหินมีกระดูกหลายชุด และมีชื่อสลักว่า “โยเซฟบุตรของคายาฟาส” ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ว่านี่คงเป็นหลุมฝังศพ และหีบบรรจุกระดูกของคายาฟาส มหาปุโรหิต ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความตายของพระเยซู ปี ค.ศ. 1961 แผ่นจารึกชื่อของปอนทิอัส ปีลาต ข้าหลวงในแคว้นยูเดีย สมัยของจักรพรรดิ ทิเบริอัส ถูกพบบนก้อนหินในโรงมโหรสพที่เมือง “ซีซารีอา มาริทิมา” (Caesarea Maritima)

      ทั้งสองกรณีนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ นักประวัติศาสตร์ในช่วงสองศตวรรษแรกได้เขียนบรรยายถึงพระเยซูแห่งนาซาเร็ธด้วย นักประวัติศาสตร์โรมันชื่อ “ทาซิตัส” (Tacitus) ได้เขียนถึงพระคริสต์ และการถูกตรึงโดยปีลาต ช่วงการครองราชย์ของจักรพรรดิทิเบริอัส และคริสเตียนยุคแรกที่เข้าไปตั้งรกรากในกรุงโรม และเขียนถึง “พลินีที่หนุ่มกว่า” (Pliny the younger) ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงจากรัฐบาลโรมัน ได้เขียนไปถามจักรพรรดิ “ทราจัน” (Trajan) ว่า เขาควรปฏิบัติต่อพวกคริสเตียนอย่างไร เขาบรรยายว่า พวกคริสเตียนนัดพบกันตอนเช้ามืด ก่อนตะวันขึ้น ตามวันกำหนดที่แน่นอน เพื่อร้องเพลงสรรเสริญ เป็นการนมัสการเทพเจ้า

     การค้นพบทางโบราณคดี และข้อมูลจากประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานพิเศษที่ไม่ใช่พระคัมภีร์ แต่กล่าวถึงชีวิตของพระเยซู ที่คริสเตียนนมัสการใน 50 ปีแรกหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ พระกิตติคุณจึงเป็นเรื่องของพระเยซู ที่เราควรศึกษาอย่างถี่ถ้วนเพื่อจะได้รู้จักพระองค์ให้มากขึ้น

แม้การค้นพบทางโบราณคดีจะเป็นหลักฐานที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อของเรา แต่เราก็ไม่ควรให้ความเชื่อของเราอิงกับสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

 

_________________________________________________

วันพฤหัสบดี ความเชื่อและประวัติศาสตร์

Faith and History

      เราไม่ได้อยู่คนเดียวโดดๆ การเลือกของเราจึงมีอิทธิพลต่อคนอื่นด้วย ชีวิตประชากรของพระเจ้าในสมัยโบราณ มีอิทธิพลต่อคนที่อยู่ร่วมสมัยกับพวกเขา ในฮีบรู บทที่ 11 เป็นรายชื่อของผู้เชื่อที่มีชื่อเสียงทั้งชายและหญิง ที่เราเห็นถึงอิทธิพลของพวกเขา

      อ่าน ฮีบรู 11:1-40 มีบทเรียนอะไรบ้างที่เราได้รับจากบุคคลเหล่านี้ (เอโนค โนอาห์ อับราฮัม ซาราห์ โยเซฟ โมเสส นางราหับ และแซมสัน)

    

    ความเชื่อไม่ใช่แค่การเชื่อในบางสิ่งหรือบางคนเท่านั้น แต่เป็นการกระทำเพื่อตอบสนองต่อความเชื่อนั้นด้วย ความเชื่อเช่นนี้จึงจะนับได้ว่าเป็นความชอบธรรม การกระทำตามความเชื่อเช่นนี้ได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ การกระทำเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการวางใจในพระวจนะของพระเจ้า

โนอาห์สร้างเรือด้วยความเชื่อ ท่านเชื่อพระวจนะของพระเจ้าเหนือกว่าประสบการณ์และเหตุผล เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยมีฝนตก ประสบการณ์ และเหตุผลชี้ว่าไม่มีเหตุผลที่ฝนจะตกทำให้น้ำท่วมโลกแน่นอน แต่โนอาห์เชื่อฟังพระเจ้า จึงทำให้เผ่าพันธุ์ของมนุษย์รอดพ้นจากความพินาศ อับราฮัม96 การตีความหมายพระคัมภีร์

     อาศัยอยู่กับครอบครัวที่เมืองเออร์ ทางทิศใต้ของเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกในเวลานั้น อับราฮัม และครอบครัว (และหลานชาย)ได้อพยพจากตัวเมือง และญาติพี่น้อง โดยไม่ทราบว่าพระเจ้าจะทรงนำไปแห่งใด อับราอัมเชื่อฟังพระสัญญาของพระเจ้า โมเสสก็เลือกเป็นคนเลี้ยงแกะ และนำประชากรของพระเจ้าเดินทางไปสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญามากกว่าจะเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ที่เป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานั้น โมเสสวางใจการทรงเรียกของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่เรียกเขาออกมาจากพุ่มไม้ที่มีไฟไหม้ นางราหับแห่งเมืองเยรีโคได้เชื่อและวางใจเรื่องพระเจ้าทรงปลดปล่อยชนอิสราเอลจากการเป็นทาสของประเทศอียิปต์ นางได้ปกป้องผู้สอดแนมสองคน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวงศ์ตระกูลของพระเยซู เราทราบน้อยมากถึงผลการการตัดสินใจของเราที่จะมีต่อคนรุ่นหลัง

      นับเป็นการตัดสินใจที่สำคัญยิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อหน้าท่าน ท่านจะทำการตัดสินใจอย่างไร เหตุใดท่านจึงตัดสินใจเช่นนั้น

_________________________________________________

วันศุกร์

ศึกษาเพิ่มเติม:

      อ่านหนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์, ดาวิดและโกลิอัท, บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ, หน้า 643-648 เฮเซคียาห์, หน้า 331-339 การปลดปล่อยจากอัสซีเรีย, หน้า 349-366 ผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์, ตอนที่ 4 วิธีการศึกษาพระคัมภีร์ ซึ่งพบได้ที่ http://www.adventistbiblicalresearch.org/Materials/bible-interpretation-hermeneutics/methods-bible-study

“พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่มีอายุมากที่สุด และเป็นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมนุษยชาติที่คนรู้จักมากที่สุด เป็นของใหม่สดจากน้ำพุแห่งความจริงนิรันดร์ และตลอดยุคสมัย พระหัตถ์ของพระเจ้าได้ทรงรักษาความบริสุทธิ์ของพระ-คัมภีร์ไว้ ซึ่งได้ส่องสว่างจากอดีตที่ยาวนาน ขณะที่การค้นหาของมนุษย์ล้มเหลวที่จะเห็นทะลุ พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เราเห็นอำนาจที่วางรากฐานของแผ่นดินโลก และขยายออกสู่สวรรค์ ตรงนี้เท่านั้นที่เราได้พบเรื่องราวของแท้น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ ตรงนี้พระเจ้าทรงประทานบทที่ 10 พระ

ประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ไม่เสื่อมทรามลงเพราะความมีอคติ และความหยิ่งของมนุษย์” (เอลเลน จี. ไว้ท์, การศึกษา, หน้า 173)

      “คนใดที่มีความรู้ของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ เท่ากับได้ฝังรากฐานความเชื่อของพระเจ้า จากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ เขาจะไม่ทดสอบพระคัมภีร์กับความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ แต่เขานำแนวคิดเหล่านี้สู่การทดสอบกับมาตรฐานที่ไม่ผิดพลาด เขาทราบว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และความจริงจะไม่ขัดแย้งกับตัวเอง คำสอนทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดแย้งกับความจริงจากการเปิดเผยของพระเจ้า สิ่งนั้นเป็นเพียงการสันนิฐานของมนุษย์”

“การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดจะเปิดความคิดและข้อมูลให้กว้าง” (เอลเลน จี. ไว้ท์, คำพยานสำหรับคริสตจักร, เล่ม 8, หน้า 325)

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1. จากคำถามสุดท้ายของเนื้อหาในวันพุธ เป็นการดีเมื่อพบหลักฐาน จากการขุดค้นทางโบราณคดี ที่ช่วยยืนยันความจริงของประวัติ- ศาสตร์พระคัมภีร์ แต่จะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อหลักฐานทางโบราณ- คดีให้ความหมายที่ขัดแย้งกับเรื่องในพระคัมภีร์ สิ่งนี้ควรบอกให้ เราอิงกับพระวจนะของพระเจ้า โดยไม่หวั่นไหวกับการกล่าวอ้าง ทางโบราณคดีและวิทยาศาสตร์อย่างไร

2. คำพยากรณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริงในอดีต เช่น ดาเนียล บทที่ 2 และ 7 ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราไว้วางใจ พระเจ้าเกี่ยวกับอนาคตอย่างไร

 

 

Thai SDA Church
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.