บทที่ 3
ทรรศนะของพระเยซูและเหล่าอัครทูตต่อพระคัมภีร์
Jesus and the Apostles’View of the Bible
วันที่ 11 – 17 เมษายน 2020
บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
มัทธิว 4:1-11; มัทธิว 22:37-40; ลูกา 24:13-35, 44, 45;
ลูกา 4:25-27; กิจการฯ 4:24-26
ข้อควรจำ
“พระองค์ตรัสตอบว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4)
น่าเสียดายยิ่งในสังคมยุคใหม่ที่พระคัมภีร์ได้รับการตีความหมายใหม่ ผ่านปรัชญาที่มีคำถามทั้งเรื่องการดลใจ และสิทธิอำนาจ ที่จริงพระคัมภีร์ถูกมองเห็นเป็นเพียงแนวคิดของมนุษย์ที่มีชีวิตในวัฒนธรรมดั้งเดิม ที่ไม่เข้าใจโลกเหมือนเราในปัจจุบัน ในเวลาเดียวกัน พลังเหนือธรรมชาติหรือการอัศจรรย์ถ้าไม่ถูกมองอย่างดูหมิ่น ก็จะถูกตัดทิ้งไปโดยถือว่าพระคัมภีร์เป็นเอกสารทางศาสนา แทนที่จะเป็นทรรศนะของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ แต่กลายเป็นเรื่องของพระเจ้าตามความคิดของมนุษย์ ผลที่ตามมาคือ คนจำนวนมากคิดว่าพระคัมภีร์ไม่ตรงกับความต้องการของคนสมัยนี้ที่อยู่ในยุคที่ผู้คนมีแนวคิดของ ชาล์ส ดาร์วิน และปรัชญาสมัยใหม่
อย่างไรก็ดีเราปฏิเสธแนวคิดแบบนั้น เพราะในพระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่มเราเห็นภาพของพระเยซู และเหล่าอัครทูตมีความเข้าใจในพระคัมภีร์เดิม คือพระธรรม 39 เล่มรวมเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาเห็นพระคัมภีร์เดิมมีส่วนเกี่ยวพันกับผู้คน สถานที่ และพรรณนาถึงเหตุการณ์อย่างไร รวมถึงการสันนิษฐานและวิธีการตีความหมายที่ตามมา ให้เราติดตามความเข้าใจของพวกเขา และเปรียบเทียบกับความคิดเห็นที่ผิดของคนยุคใหม่ที่ตั้งข้อสมมติเอาเอง ซึ่งมีแต่จะนำไปสู่การสงสัยเกี่ยวพระวจนะของพระเจ้า
—————————————————————–
วันอาทิตย์ สิ่งที่ถูกเขียนไว้
It Is Written
พระเยซูทรงเริ่มพระราชิกจของพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด ด้วยการรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้บัพติศมา หลังจากนั้นพระวิญญาณได้นำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดารของแคว้นยูเดีย ทรงอดพระยาหารสี่สิบวัน ขณะที่ร่างกายมนุษย์ของพระองค์ถึงจุดอ่อนกำลังที่สุด พระองค์ถูกซาตานทดลอง
อ่านพระธรรมมัทธิว 4:1-11 พระเยซูทรงปกป้องพระองค์เองต่อการทดลองของซาตานในถิ่นทุรกันดารอย่างไร เราได้เรียนรู้อะไรจากพระคัมภีร์ตอนนี้
เมื่อถูกทดลองให้อยากอาหาร พระเยซูทรงตอบซาตานว่า “พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4) พระเยซูทรงชี้ไปยังพระวจนะแห่งชีวิตและยืนยันถึงสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ เมื่อพระเยซูทรงถูกทดลองให้รับเอาอาณาจักรและสง่าราศีของโลก พระองค์ทรงตอบว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ‘จงกราบนมัสการองค์พระผู้-เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน ปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว’” (มัทธิว 4:10; ลูกา 4:8) พระคริสต์ทรงเตือนความทรงจำของเราว่า การนมัสการแท้คือการมุ่งไปที่พระเจ้า ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใด และการยอมรับพระวจนะของพระองค์อย่างสิ้นเชิงเป็นการนมัสการแท้ การทดลองสุดท้ายพระเยซูทรงตอบว่า “พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’” (มัทธิว 4:7; ลูกา 4:12)
การทดลองทั้งสามครั้ง พระเยซูทรงตอบโดยเริ่มด้วยประโยคว่า “มีคำเขียนไว้ว่า” นั่นคือ พระเยซูทรงใช้พระวจนะของพระเจ้า และไม่มีสิ่งใดอีก นี่ควรเป็นบทเรียนอันทรงพลังสำหรับเราทั้งปวงว่า พระคัมภีร์ และพระคัมภีร์เท่านั้น เป็นมาตรฐานและเป็นพื้นฐานสูงสุดของความเชื่อของเรา
ถูกแล้ว พระคัมภีร์และพระคัมภีร์เท่านั้นเป็นวิธีการของพระเยซูที่ทรงใช้ในการต่อต้านศัตรู พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า แต่ในการต่อต้านซาตาน พระองค์ทรงมอบถวายอย่างหมดสิ้นต่อพระวจนะของพระเจ้า
นี่ไม่ใช่ข้อคิดเห็นที่ประณีตซับซ้อน ไม่ใช่การโต้เถียงอย่างมีศิลปะ และไม่ใช่การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง แต่เป็นการกล่าวคำง่ายๆ ที่ลึกซึ้ง สำหรับพระคริสต์แล้วพระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจอันยิ่งใหญ่และทรงพลัง พระองค์ทรงเริ่มด้วยพื้นฐานอันมั่นคง และเสริมอย่างต่อเนื่องด้วยการไว้วางใจพระคัมภีร์
เราซื่อตรง วางใจ และยอมจำนนต่อพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร
——————————————————————-
วันจันทร์ พระเยซูและธรรมบัญญัต
Jesus and the Law
อ่านพระธรรมมัทธิว 5:17-20; มัทธิว 22:29 และ มัทธิว 23:2,3พระเยซูทรงสอนอะไรในเรื่องเหล่านี้
พระเยซูทรงสอนอัครทูตทั้งหลายของพระองค์ให้เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและธรรมบัญญัติ ไม่มีการพูดเป็นนัยว่าพระองค์กำลังสงสัยถึงสิทธิอำนาจหรือการไม่สอดครล้องของพระคัมภีร์ ตรงกันข้ามพระองค์อ้างอย่างไม่หยุดหย่อนว่าพระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพระองค์ตรัสกับพวกสะดูสีว่า “ท่านทั้งหลายผิดแล้ว เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์ หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (มัทธิว 22:29) และพระเยซูยังทรงสอนว่า เพียงการมีความรู้เรื่องพระคัมภีร์ และคำสอนของพระคัมภีร์ยังไม่พอที่จะรู้จักความจริง เพราะที่สำคัญกว่า คือการรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นความจริง
พระธรรมมัทธิว 22:37-40 บอกเราถึงทัศนะของพระเยซูต่อธรรมบัญญัติของท่านโมเสสอย่างไร
พระเยซูทรงตอบผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติเกี่ยวกับพระบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้โมเสสเกือบ 1,500 ปีก่อนหน้านี้ ทำให้ตระหนักว่าพระเยซูทรงเน้นไปที่ธรรมบัญญัติของพระคัมภีร์เดิม และทรงยกขึ้นสู่ระดับสูงสุด คริสเตียนหลายคนกล่าวอย่างไม่ถูกต้องว่าพระเยซูทรงประทาน “พระบัญญัติใหม่” ดังนั้นพระกิตติคุณในพันธสัญญาใหม่จึงเข้ามาแทนที่พระบัญญัติเดิม แต่ความจริงมีว่า สิ่งที่พระเยซูกำลังสอนมีพื้นฐานจากพระคัมภีร์เดิม พระคริสต์ทรงเปิดม่านและเผยให้เห็นธรรมบัญญัติเต็มทุกมิติว่า ที่ตรัสถึงพระบัญญัติทั้งสอง นั้นเป็นการสรุปพระบัญญัติสิบประการออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกพระบัญญัติข้อที่หนึ่งถึงสี่ มุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ส่วนสี่สองพระบัญญัติข้อห้าถึงสิบมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง พระเยซูทรงสรุปว่า “ธรรมบัญญัติ และคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” (มัทธิว 22:40) ในลักษณะนี้ พระเยซูทรงยกพระคัมภีร์เดิมทั้งเล่มขึ้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหมด” เพราะนี่เป็นวิธีสั้นที่สุดในการอ้างถึงธรรมบัญญัติ ผู้เผยพระวจนะ และงานเขียนทั้งปวง หรือทั้งหมดของสามภาค ของพระคัมภีร์เดิม “พระคริสต์ทรงชี้ไปที่พระคัมภีร์ ว่าเป็นสิ่งที่ปราศจากคำถามในเรื่องสิทธิอำนาจ เราควรทำอย่างเดียวกัน คือนำเสนอพระคัมภีร์ทั้งเล่มเป็นพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงเป็นอยู่นิรันดร์ ทรงเป็นจุดจบของความขัดแย้งทั้งปวง และทรงเป็นพื้นฐานของความเชื่อทั้งมวล” (เอลเลนจี. ไว้ท์, อุทาหรณ์จากคำสอนของพระคริสต์, หน้า 39, 40)
สิทธิอำนาจของครอบครัว หลักปรัชญา หรือวัฒนธรรม อาจเป็นหลุมพรางต่อต้านการยอมจำนนต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร
——————————————————————-
วันอังคาร พระเยซูและพระคัมภีร์ทั้งเล่ม
Jesus and All Scripture
อ่านพระธรรมลูกา 24:13-35, 44, 45 พระเยซูทรงใช้พระคัมภีร์อย่างไรในการสอนเหล่าอัครทูตเรื่องข่าวสารพระกิตติคุณ
ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เหล่าอัตรทูตของพระองค์พากันสับสน และมีความสงสัยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในบทนี้ของพระธรรมลูกาเราได้เห็นว่าพระเยซูทรงปรากฏตัวกับพวกเขาสองครั้ง ครั้งแรกทรงปรากฏแก่สาวกสองคนขณะกำลังเดินทางไปหมู่บ้านเอ็มมาอูส และทรงปรากฏแก่คนอื่นในเวลาต่อมา ในโอกาสทั้งสองแยกจากกัน พระเยซูทรงอธิบายว่าเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมสำเร็จสมจริงว่า “แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง เริ่มตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหมด” (ลูกา 24:27)
อีกครั้งหนึ่งในลูกา 24:44, 45 “พระองค์ตรัสกับเขาว่า “นี่เป็นถ้อยคำของเรา ซึ่งเราบอกไว้กับท่านทั้งหลายขณะที่เรายังอยู่กับท่านว่า บรรดาถ้อยคำที่เขียนไว้ในหมวดธรรมบัญญัติของโมเสส ในหมวดผู้เผยพระวจนะและในหมวดเพลงสดุดีที่กล่าวถึงเรานั้นจำเป็นจะต้องสำเร็จ” (ลูกา 24:44)“แล้วพระองค์ทรงช่วยให้ใจของพวกเขาสว่าง เพื่อจะได้เข้าในพระคัมภีร์”(ลูกา 24:45)
สังเกตข้ออ้างอิงเฉพาะใน ลูกา 24:27 “แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระ-คัมภีร์ (ทั้งหมด) ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง” นี่เป็นการกล่าวย้ำครั้งที่สองดังมีข้อความว่า “ในหมวดธรรมบัญญัติของโมเสส ในหมวดผู้เผยพระวจนะ และในหมวดเพลงสดุดีที่กล่าวถึงเรานั้นจำเป็นจะต้องสำเร็จ” (ลูกา 24:44) ถ้อยคำดังกล่าวได้ถูกสถาปนาไว้แล้วอย่างชัดเจนว่า พระวจนะได้บังเกิดเป็นเนื้อหนัง (ยอห์น 1:1-3, 14) ซึ่งได้ไว้วางใจในสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์เป็นแหล่งอธิบายสิ่งเหล่านี้ซึ่งได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าหลายร้อยปี ด้วยการอ้างอิงพระคัมภีร์ทั้งเล่ม พระเยซูทรงสอนเหล่าอัครทูตและเหล่าสาวกโดยการทำเป็นตัวอย่าง ขณะที่พวกเขาออกไปเผยแพร่ข่าวสารพระกิตติคุณ พวกเขาก็เช่นกันได้อธิบายพระคัมภีร์ทั้งหมด เพื่อให้ผู้กลับใจใหม่ทั่วโลกเข้าใจถึงพลังอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า
สังเกตด้วยว่า พระธรรมมัทธิว 28:18-20 ที่พระเยซูทรงตรัสพระมหาบัญชาแก่เหล่าอัครทูตและสาวกทั้งปวง (และเราในปัจจุบันนี้ด้วย) ทรงตรัสให้การหนุนใจว่า “สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบ
ไว้แก่เราแล้ว” ปัจจุบันสิทธิอำนาจยังดำรงกับพระบิดา และพระเจ้าทั้งสามพระภาค ดังที่พระเยซูทรงตรัสกับเหล่าสาวกว่า “เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไป และนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงรับบัพติศมาพวกเขาในนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” จากนั้นทรงตรัสข้อความที่เป็นดุจกุญแจว่า “และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่ได้สั่งพวกท่านไว้” พระเยซูทรงสอนและทรงบัญชาในสิ่งใด คสอนของพระองค์วางบนรากฐานของพระคัมภีร์ คือวางบนอำนาจแห่งคพยากรณ์ที่กล่าวในพระวจนะว่าพระองค์จะเสด็จมา และคำพยากรณ์เหล่านั้นได้สำเร็จสมจริงในพระคัมภีร์ ซึ่งบันทึกว่าพระเยซูทรงมอบถวายชีวิตของพระองค์เองให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดาของพระองค์
ถ้าพระเยซูทรงยอมรับพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เหตุใดเราจึงไม่ทำอย่างเดียวกัน เราจะยอมรับพระคัมภีร์ทั้งเล่มได้อย่างไร แม้จะไม่ใช่ทุกข้อความในพระคัมภีร์ที่เราจะนำมาใช้ในปัจจุบัน นคำตอบไปอภิปรายในชั้นเรียนสะบาโต
พุธ พระเยซูกับจุดเริ่มต้นและประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์
Jesus and the Origin and History of the Bible
พระเยซูทรงสอนว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า ให้ความรู้สึกว่าพระคัมภีร์มีจุดเริ่มต้นจากพระเจ้า ดังนั้นพระคัมภีร์จึงสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือชีวิต พระเจ้าทรงทำการผ่านประวัติศาสตร์เพื่อเปิดเผยพระทัยให้มนุษย์รู้ผ่านพระคัมภีร์ เช่น ในพระธรรมมัทธิว 19:4, 5 พระเยซูทรงอ้างถึงสิ่งที่โมเสสเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายไม่ได้อ่านหรือว่า พระผู้ทรงสร้างมนุษย์แต่เดิมนั้นทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง และตรัสว่า เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” แทนที่พระเยซูจะตรัสว่า “พระคัมภีร์กล่าวว่า” แต่ตรัสว่า “ใครเป็นผู้ทรงสร้างพวกเขาแต่เริ่มแรก…ผู้เขียนให้เหตุผลสนับสนุนการทรงสร้าง ตามที่ได้พรรณนาไว้ในพระธรรมปฐมกาล ซึ่งที่จริงพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างและผู้ตรัสถ้อยคำที่ยกขึ้นมาอ้าง แต่พระเยซูทรงเอ่ยถึงโมเสสเพราะว่าข้อความดังกล่าวถูกเขียนโดยโมเสส
จากพระคัมภีร์ต่อไปนี้ พระเยซูทรงเข้าใจบุคคลในประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในพระคัมภีร์อย่างไร มัทธิว 12:3, 4; มาระโก 10:6-8; ลูกา 4:25-27; ลูกา 11:51; มัทธิว 24:38
พระเยซูทรงปฏิบัติต่อบุคคลในพระคัมภีร์เดิม สถานที่ และเหตุการณ์อย่างเป็นความจริงในประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงอ้างถึงพระธรรมปฐมกาล บทที่ 1 และ 2 ทรงเอ่ยถึงอาเบลใน บทที่ 4 ดาวิดรับประทานขนมปังบริสุทธิ์ และเอลีชา ท่ามกลางบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆ พระองค์ทรงกล่าวทวนถึงความทุกข์ยากลำบากของผู้เผยพระวจนะทั้งหลายในพระคัมภีร์เดิม (มัทธิว 5:12; มัทธิว 13:57; มัทธิว 23:34-36; มาระโก 6:4) ในเรื่องข่าวสารหรือการเตือน พระเยซูทรงพรรณนาถึงสมัยของโนอาห์ว่า “เพราะว่าก่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายพากันกินดื่มกัน สมรสกัน และยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือใหญ่ และน้ำท่วมกวาดเอาพวกเขาไปทุกคน โดยไม่ทันรู้ตัวอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:38, 39) ข้อความนี้บ่งชี้ว่า พระองค์กำลังอ้างถึงพิพากษาครั้งใหญ่ของพระเจ้าในประวัติศาสตร
พระเยซูทรงอ้างถึงประวัติของบุคคลในพระคัมภีร์ว่าเป็นเรื่องจริง มีอะไรเกี่ยวกับการหลอกลวงของซาตานที่ผู้คนจำนวนมากในวันนี้ แม้กับบุคคลที่อ้างตนว่าเป็นคริสเตียนปฏิเสธการมีตัวตนของซาตานและพรรคพวกของมัน เหตุใดเราจะต้องไม่ตกลงสู่กับดักนั้น
—————————————————————-
วันพฤหัสบดี เหล่าอัครทูตและพระคัมภีร์
The Apostles and the Bible
ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์ใหม่เข้าถึงพระคัมภีร์เดิมในลักษณะอย่างเดียวกับที่พระเยซูทำในเรื่องของหลักข้อเชื่อ จริยธรรม และคำพยากรณ์ที่สำเร็จสมจริง สำหรับพวกเขาแล้วพระคัมภีร์เดิมเป็นพระวจนะที่เป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า เราไม่ได้พบสิ่งใดที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่พูดหรือเขียนในลักษณะท้าทายพระคัมภีร์เดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิอำนาจ หรือความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์เดิมส่วนใดส่วนหนึ่ง
ข้อความตอนต่อไปนี้ สอนเราเกี่ยวกับเหล่าอัครทูตว่าเข้าใจเรื่องสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร กิจการฯ 4:24-26; กิจการฯ 13:32-36; โรม 9:17; กาลาเทีย 3:8
สังเกตข้อความในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาตอนอื่นๆ ซึ่งเป็นเสียงของพระเจ้าเองเพียงใด ในกิจการฯ บทที่ 4 ก่อนที่เหล่าอัครทูต และเหล่าสาวกจะได้รับการเติมเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาได้สรรเสริญพระเจ้าที่ทรงปลดปล่อยเปโตรและยอห์น พวกเขาส่งเสียงดัง เป็นการยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และตรัสผ่านกษัตริย์ดาวิดผู้ใช้ของพระองค์ ในกิจการฯ 13:32-36 เปาโลยกคำของกษัตริย์ดาวิดมาอ้างในพระธรรมกิจการฯ 13:32 ว่า “เรานำข่าวประเสริฐนี้มา แจ้งกับท่านทั้งหลายว่า พระสัญญาที่ประทานแก่บรรดาบรรพบุรุษของเรานั้น พระเจ้าทรงให้สำเร็จตามนั้นเพื่อเรา”
ในพระธรรมโรม 9:17 กล่าวว่า “เพราะมีข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวแก่ฟาโรห์ว่า ‘เพราะเหตุนี้เองเราจึงได้ตั้งเจ้าขึ้น เพื่อเราจะสำแดงฤทธานุภาพของเราให้ปรากฏทางตัวเจ้า และเพื่อให้นามของเราประกาศไปทั่วโลก’” ตรงนี้คนคาดว่าพระเจ้าทรงเป็นประธาน อัครทูตเปาโลใช้คำว่า “พระคัมภีร์” ด้วยการกล่าวว่า “เพราะมีข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวแก่ฟาโรห์” ใน กาลาเทีย 3:8 ประธานคือ “พระคัมภีร์” ถูกใช้แทนที่คำว่า “พระเจ้า” เป็นการแสดงให้เห็นคำว่า “พระเจ้า” ทรงผูกพันใกล้ชิดกับ “พระวจนะของพระเจ้า” เสมือนเป็นพระเจ้าเอง
ที่จริงแล้ว ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ต่างไว้วางใจว่าพระคัมภีร์เดิมเป็นพระวจนะของพระเจ้าไม่แตกต่างกัน ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ ยกถ้อยคำของพระคัมภีร์เดิมมาอ้างอิงมากกว่าสองพันแห่ง นักศึกษาพระคัมภีร์คนหนึ่งได้รวบรวมข้ออ้างอิงดังกล่าวได้ถึง 2,688 แห่ง ตัวอย่างอ้างอิงเจาะจงจากพระ-ธรรมอิสยาห์ 400 แห่งจากสดุดี 370 แห่ง จากอพยพ 220 แห่ง และจากพระธรรมเล่มอื่นๆ ถ้ามีคนหนึ่งค้น ก็จะพบข้ออ้างอิงเพิ่มกว่านี้ อันอาจรวมถึงการพาดพิง หัวข้อ และความคิด หรืออื่นๆ จำนวนครั้งก็จะเพิ่มมากกว่านี้ จึงกล่าวได้ว่าพระคัมภีร์ใหม่เต็มไปด้วยข้ออ้างและคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์
เดิม ซึ่งบ่อยครั้งเริ่มต้นด้วยการแนะนำว่า “มีคำเขียนไว้ว่า” (มัทธิว 2:5; มาระโก 1:2, 7:6; ลูกา 2:23, 3:4; โรม 3:4, 8:36, 9:33; 1 โครินธ์ 1:19;กาลาเทีย 4:27; 1 เปโตร 1:16) ทั้งหมดนี้ให้การยืนยันว่าพระคัมภีร์เดิมเป็นพื้นฐานที่คำสอนของพระคริสต์ และเหล่าอัครทูตนำมาใช้เป็นหลัก
ตัวอย่างเหล่านี้ควรสอนเราว่า การเชื่อและวางใจสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์น้อยลงเป็นอันตรายอย่างไร
เดิม ซึ่งบ่อยครั้งเริ่มต้นด้วยการแนะนำว่า “มีคำเขียนไว้ว่า” (มัทธิว 2:5; มาระโก 1:2, 7:6; ลูกา 2:23, 3:4; โรม 3:4, 8:36, 9:33; 1 โครินธ์ 1:19;กาลาเทีย 4:27; 1 เปโตร 1:16) ทั้งหมดนี้ให้การยืนยันว่าพระคัมภีร์เดิมเป็นพื้นฐานที่คำสอนของพระคริสต์ และเหล่าอัครทูตนำมาใช้เป็นหลัก
ตัวอย่างเหล่านี้ควรสอนเราว่า การเชื่อและวางใจสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์น้อยลงเป็นอันตรายอย่างไร
——————————————————————–