คำนำ

                  การตีความหมายพระคัมภีร์

      เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสเป็นโปรเตสแตนต์ที่เชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นพื้นฐาน
เพียงหนึ่งเดียวของความเชื่อและหลักคำสอนของเรา สิ่งนี้มีความสัมพันธ์
พิเศษกับวาระสุดท้าย ตามที่ เอลเลน จี. ไว้ท์ กล่าวว่าพระเจ้าจะมี “ผู้คนบน
แผ่นดินโลกที่ยึดมั่นในพระคัมภีร์ และพระคัมภีร์เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่เป็น
มาตรฐานของหลักความเชื่อทั้งมวล และเป็นพื้นฐานของการปฏิรูปทั้งปวง”
(สงครามแห่งประวัติศาสตร์, หน้า 595)


      เราไม่ใช่คริสตจักรหนึ่งเดียวท่ามกลางโปรเตสแตนต์ที่อ้างว่า “พระ-
คัมภีร์ และพระคัมภีร์เท่านั้น” ที่เป็นพื้นฐานความเชื่อของเรา แม้ว่าหลาย
คริสตจักรจะอ้างเช่นนั้น ก็ยังมีเชื่อหลายสิ่งที่แตกต่างกัน เช่นเขาเชื่อว่าใน
พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ใช้วันอาทิตย์เป็นวันมัสการแทนวันที่เจ็ดที่เป็น
วันสะบาโต บ้างเชื่อว่าจิตวิญญาณไม่มีวันตาย ในนรกมีไฟที่จะเผาไหม้คน
บาปตลอดไปไม่มีวันดับ หรือเชื่อว่าพระเยซูจะเด็จกลับมารับคนชอบธรรมไป
อย่างลับๆ (secret rapture) และปล่อยให้ทุกคนที่อยู่แวดล้อมเกิดความสนเท่ห์
ว่า บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับพวกเขาอันตรธานไปไหนกัน

      อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า การที่เพียงมีพระคัมภีร์และอ้างว่าเชื่อในพระ-
คัมภีร์นั่นเป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ แต่พวกเขาอาจจะเป็นผู้ “ทำการ
แพร่ขยาย” (proliferation) หลักคำสอนเทียมเท็จออกไป (โดยสันนิษฐานว่า
ทั้งหมดได้รับมาจากข้อพระคัมภีร์) ดังนั้นเราจะต้องทราบว่า จะตีความหมาย
ข้อพระคัมภีร์ได้อย่างถูกต้องเช่นกัน

      การมีพระคัมภีร์และอ้างว่าเชื่อในพระคัมภีร์นั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่พวก
เขาก็อาจจะเป็นผู้เผยแพร่คำสอนเทียมเท็จได้ โดยสันนิษฐานว่าคำสอนเหล่า
นั้นมาจากพระคัมภีร์ ดังนั้นเราจะต้องรู้ว่า จะตีความหมายพระคัมภีร์ให้ถูก
ต้องได้อย่างไร หัวข้อในไตรมาสนี้คือ “การตีความหมายพระคัมภีร์” เราจะเริ่มด้วยสันนิษฐานว่า พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า ที่ “เปิดเผยให้ทราบพระทัยของพระเจ้าอย่างไม่ผิดพลาด” และเป็น “มาตรฐานแห่งอุปนิสัย เป็นข้อทดสอบประสบการณ์ เป็นหลักฐานที่มีอำนาจของหลักความเชื่อ และเป็นบันทึกถึงกิจการที่น่าเชื่อถือของพระเจ้าในประวัติศาสตร์” (“ Seventh-day Adventist Believe..(2 nd ed.) (Nampa: Idaho: Pacific Press ; Pub-lishing Association, 2005, หน้า 11) สรุปสั้นๆ ข้อความจากพระคัมภีร์ไบเบิล เป็นแหล่งพื้นฐานแห่งความจริง ที่เราเชื่อและประกาศเผยแพร่ไปทั่ว
โลก หรือตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เองว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม” (2 ทิโมธี 3:16) คำว่า “พระคัมภีร์ทุกตอน” หมายถึงพระคัมภีร์ทั้งเล่ม แม้แต่ข้อพระคัมภีร์ที่เราไม่ชอบ ที่มีข้อความทำให้เราสะดุด และใช้สำนวนภาษาที่ไม่ดีในด้านการเมือง พระคัมภีร์สอนเราว่า พระคัมภีร์ตีความหมายตัวเองอย่างไรก่อนที่เราจะไปค้นหาคำ
อธิบายข้อพระคัมภีร์พิเศษ เช่นวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และประวัติศาสตร์ (ซึ่งถ้าใช้อย่างถูกต้อง สามารถเป็นพรได้) เราจะหาการเปิดเผยจากภายในข้อพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เปิดเผยความจริงอันยิ่งใหญ่ เราได้รับการบอกว่า “เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความประสงค์ของมนุษย์เลย แต่มนุษย์กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจเขา” (2 เปโตร 1:21) และเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ที่ผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้าได้พูดออกมานั้นเป็นกุญแจที่ช่วยเราในการตีความหมายพระวจนะของพระองค์
ตัวอย่างการตีความหมายพระคัมภีร์ของอัครทูตเปาโลและผู้เขียนพระกิตติคุณท่านอื่น ถ้าพวกเขาเขียนโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า ก็แน่ใจได้ว่า พวกเขาอ่านและตีความหมายข้อพระคัมภีร์ไปในแนวเดียวกัน ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้ได้ด้วย พระเยซูทรงใช้และตีความหมายข้อพระคัมภีร์อย่างไร เราจะไม่พบตัวอย่างอื่นที่ดีกว่าการอ่านและการตีความหมายข้อพระคัมภีร์ของพระเยซูอีก เราจะดูสมมุติฐานและเหตุผลเกี่ยวกับบริบท ภาษา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ว่าเป็นอย่างไร เราอ่านและเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เรา
ตีความหมายเรื่องอุปมา คำพยากรณ์ และประวัติศาสตร์ คำสอนรวมไปถึงเพลงสดุดี คำเผยพระวจนะ ทั้งหมดเป็นดุจแสงสีขาวอันเป็นการรวมแสงหลากสีของดวงอาทิตย์ ซึ่งพบในข้อความจากพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งเล่ม ทั้งหมดนี้จะได้รับการสำรวจในไตรมาสนี้ เพราะว่า “การถูกทรมานในไฟนรกตลอดไปเป็นนิตย์” หรือ “ความศักดิ์สิทธิ์ของวันอาทิตย์” ที่เชื่อว่าเป็นหลักคำสอนที่มีในพระคัมภีร์นั้น เป็นความเข้าใจที่ยังไม่เพียงพอ เราจะต้องเรียนรู้การตีความหมายพระคัมภีร์ด้วยกัน

      ดร. แฟรงค์ เอ็ม. ฮาเซล Ph.D., เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันการค้นคว้าทางพระคัมภีร์ (BRI) ที่สำนักงานใหญ่แห่งคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์-แอ๊ดเวนตีส ส่วน ดร.มิคาเอล ฮาเซล Ph.D., เป็นศาสตราจารย์คณะศาสน-ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย เซาเทิร์นแอ๊ดเวนตีส และเป็นผู้อำนวยการของสถาบันและ “พิพิธภัณฑ์โบราณคดี เฮส วู๊ด”